กระบี่กระบองเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชาวไทย ได้ใช้ในการทำศึกสงครามป้องกันประเทศมาแต่สมัยโบราณปัจจุบัน กระบี่กระบองกลายมาเป็นศิลปะประจำชาติไทยที่แสดงถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีที่บ่งบอกถึงความเป็นไทย เช่น การแต่งกาย การไหว้ครู หรือ การยกครู ระเบียบการเล่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาไทยที่มีการปลูกฝัง ค่านิยม ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม ให้เกิดขึ้นกับผู้เล่นเป็นอย่างดี
การเล่นกระบี่กระบองของไทยนับเป็นศิลปะอย่างแท้จริง ผู้เล่นได้เล่นตั้งแต่ต้นจนจบเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติ แม้จะต่างครูอาจารย์ หรือต่างถิ่นกันก็ตาม ก็ปฏิบัติตามขั้นตอนลักษณะเดียวกัน นับว่าเป็นประเพณีนิยมที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง โดยเริ่มตั้งแต่การทำพิธีไหว้ครู ประกอบด้วยการบอกกล่าวพระภูมิเจ้าที่ การเคารพสักการะอุปกรณ์ในการเล่นกระบี่กระบอง การไหว้ครูเพื่อระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครู-อาจารย์ คุณครูกระบี่กระบอง พระสยามเทวาธิราช พระมหากษัตราธิราชทุกพระองค์ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้า พระภูมิเจ้าที่ ขอจงปกป้องคุ้มครองรักษา หลังจากนั้นผู้เล่นจะแสดงกระบี่กระบองตามขั้นตอน ได้แก่ การถวายบังคมเร็ว การขึ้นพรหม การรำไม้รำ การสอดสร้อยลงพรหม การเดินแปลง ย่างสามขุม การถวายบังคมเร็ว การขึ้นพรหม การต่อสู้ จนจบการแสดง และเข้าสู่ขั้นตอนหลังการแสดงกระบี่กระบอง โดยการถอดมงคล และการลาครู เป็นการเสร็จสิ้นการแสดง
ประวัติความเป็นมาของกระบี่กระบอง
ประวัติความเป็นมาของวิชากระบี่กระบอง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏ จากเอกสารเล่มใดเป็นที่แน่ชัดว่าใคร เป็นผู้คิดริเริ่มเล่นกระบี่กระบองเป็นคนแรกและเริ่มเล่นในสมัยใด คาดว่าเป็นการฝึกซ้อมการใช้อาวุธเพื่อการทำศึกสงคราม และการป้องกันประเทศ หรือเรียกว่า “ยุทธกีฬา” ต่อมาการศึกสงครามไม่ค่อยเกิดขึ้นจึงมีการดัดแปลง วิธีการฝึกซ้อม คือ การจัดให้มีการแข่งขันการต่อสู้โดยใช้อาวุธจำลอง เพื่อแข่งขันประลองความสามารถ ภายใต้กฎกติกาและระเบียบข้อบังคับที่กำหนดขึ้น สำหรับวัสดุที่ใช้ทำอาวุธ ได้แก่ การนำหวายมาแทนอาวุธเหล็ก และจัดให้มีการแข่งขันกันเป็นคู่ ๆ
ประวัติความเป็นมาของการเล่นกระบี่กระบอง มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จากหลักฐานที่พอจะอ้างอิงได้ ดังนี้
1. สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์
ภาพ รอดเรืองเดช (ม.ป.ป. : 1 - 2) กล่าวว่า “ยุทธภัย” เป็นภัยที่เกิดจากสงคราม การสงครามสมัยก่อนเกิดขึ้นง่าย และเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุด ประเทศใดจะรบกับประเทศใด ไม่ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมหรือศีลธรรมใดๆ ซึ่งถือว่า “อำนาจเป็นธรรม” “ด้วยเหตุนี้สงครามจึงกลายเป็นงานประจำอย่างออกหน้าออกตาของชายไทย”
ในอดีตกาล เมื่อเกิดศึกสงคราม ผู้ที่ถือว่าเหมาะสมกับการรับใช้ประเทศชาติไม่ว่าจะเป็น วัน เวลา หรือ สถานที่แห่งใด ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหารเพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งในด้านร่างกาย จิตใจห้าวหาญเข้มแข็ง สามารถผจญกับอันตรายทั้งปวงได้เป็นอย่างดี ชายไทยทุกคนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่พระมหากษัตริย์ ก็ยังทรงถือเป็นพระราชภารกิจที่จะต้องปฏิบัติ ดุจทหารหาญ เช่น พระเจ้ารามคำแหงมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยของบ้านเมืองให้คงอยู่สืบไป
ใครรานใครรุกด้าว แดนไทย
ไทยรบจนสุดใจ ขาดดิ้น
เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล ยอมสละ สิ้นแล
เสียชีพไป่เสียสิ้น ชื่อก้อง เกียรติงาม
ดังนั้น ชายไทยที่เป็นทหาร จะต้องมีการฝึกวิชาการต่อสู้ โดยการใช้กระบี่กระบองและการใช้อาวุธต่างๆ ให้เกิดความชำนาญด้านการรบ จากครู อาจารย์ที่มีความรู้ ความชำนาญ ในการใช้อาวุธ อย่างจริงจัง และเป็นประจำดังคติพจน์ที่ว่า “ยามศึกเรารบ ยามสงบเรา
เตรียมพร้อม” ทหารไทยในสมัยก่อนจะต้องได้รับการปลูกฝัง ความกล้าหาญ ความอดทน ความแข็งแกร่งด้านร่างกาย และจิตใจ
นาค เทพหัสดิน ณ. อยุธยา (2513 : 2) กล่าวว่า ทหารไทยทุกคนจะต้องได้รับการปลูกฝังให้มีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ
1) มีน้ำใจกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ทรหด อดทน ไม่หวาดกลัว ต่ออันตรายใดๆ
2) มีร่างกายแข็งแกร่ง เปรียบได้กับ กระดูกเป็นเหล็ก ใจเป็นเพชร เนื้อหนัง
เป็นทองแดง พร้อมที่จะทำการรบได้ทุกเมื่อ
3) มีความรู้ความสามารถในการรบ อย่างแท้จริง
คุณสมบัติทั้ง 3 ประการ เป็นบทพิสูจน์ได้ว่า พี่น้องชาวไทยผู้รักชาติ ได้ประกาศเกียรติศักดิ์นักรบไทย จนเป็นที่ประจักษ์นับตั้งแต่ สมัยของพระเจ้าขุนศรีอินทราทิตย์ (พ.ศ. 1800) เป็นต้นมา พร้อมทั้งชาวไทยได้ตั้งตนเป็นอิสรภาพ ด้วยการได้รับการปลูกฝังให้มีคุณสมบัติ 3 ประการดังกล่าว ส่งผลให้มีความเชี่ยวชาญด้านการทหาร สืบต่อกันมา
พ.ศ. 1818 - 1860 ในยุคสมัยกรุงสุโขทัย พระเจ้ารามคำแหงมหาราช ทรงครอง
ราชสมบัติ พระองค์ได้ทรงสร้างอาณาจักรสุโขทัยให้เป็นปึกแผ่น เป็นที่เกรงขามในกลุ่มประเทศ เพื่อนบ้าน ก็ด้วยกำลังทหารที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการใช้อาวุธ ตราบใดที่กรุงสุโขทัย ว่างเว้นจากศึกสงคราม ประชาชนหรือทหาร ก็จะนำกระบี่กระบองมาแข่งขันเพื่อออกกำลังกาย เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ในการรบ จนเป็นประเพณีนิยมสืบต่อกันมา
พ.ศ. 1893 - 2310 กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีถึง 417 ปี ตลอดเวลาอันยาวนานนี้ ชาติไทยมีเหตุการณ์ไม่สงบภายในเกิดขึ้นหลายครั้ง ทำสงครามกับชาติใกล้เคียงหลายครา ดังนั้น เรื่องของอาวุธกับพระมหากษัตริย์ไทย รวมทั้งราษฎรไทยในยุคนั้นจึงขาดกันเสียมิได้ กษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งซึ่งมีพระปรีชาสามารถ ยากจะหาผู้ใดเท่า ในด้านการใช้สรรพาวุธต่างๆ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช นอกจากจะทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอช้าง เมื่อ พ.ศ. 2135 แล้วพระองค์ ยังใช้พระแสงดาบฆ่ามังกะยอดินด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง (นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา. 2513 : 3)
พ.ศ. 2310 - 2325 ไทยมีกรุงธนบุรีเป็นราชธานี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงเป็นจอมทัพที่ยิ่งใหญ่ ทั้งทางบก และทางน้ำ ตลอดเวลา 15 ปี พระองค์ทรงนำทหารหาญอย่างพระยาพิชัย พร้อมแม่ทัพนายกอง ได้ทำการรวบรวมคนไทยก๊กต่างๆ ได้เป็นผลสำเร็จด้วย กระบี่กระบอง
2. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีสงครามบ้างไม่มากนัก จากหลักฐานที่พอจะอ้างอิงได้ว่า มีการเล่นกระบี่กระบอง มีดังนี้
สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ เรื่อง อิเหนา ความตอนหนึ่งว่า
เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาปรีด์เปรมเกษมสันต์
เห็นอิเหนาเข้ามาบังคมคัล จึงปราศรัยไปพลันทันที
ได้ยินเขาระบือลือเล่า ว่าเจ้าชำนาญการกระบี่
ท่าทางทำนองคล่องดี วันนี้จงรำให้หน้าดู
แล้วให้เสนากิดาหยัน จัดกันขึ้นตีทีละคู่
โล่ดั้งดาบเชลยมลายู จะได้ดูเล่นเป็นขวัญตา ฯ
จากข้อความที่กล่าวนี้ จะพอเป็นหลักฐานว่ากระบี่กระบองเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้นแล้ว (หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมพลศึกษา. 2527 : 2)
สมัยราชกาลที่ 3 สุนทรภู่ได้แต่งหนังสือเรื่อง พระอภัยมณี ซึ่งตอนพระอภัยมณีกับศรีสุวรรณ สองพี่น้องทูลลาพระบิดาไปแสวงหาความรู้อันเป็นประเพณี จากพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ดังปรากฏในบทความตอนหนึ่งว่า (ภาพ รอดเรืองเดช. ม.ป.ป. : 5 - 6)
สิบห้าวันดั้นเดินไปไพรสนฑ์ ถึงตำบลบ้านหนึ่งใหญ่นักหนา
เรียกว่าบ้านจันทคามพราหมณ์พฤฒา มีทิศาปาโมกข์อยู่สองคน
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการยุทธ ถึงอาวุธซัดมาดังห่าฝน
รำกระบองป้องกันกายสกล รักษาตนมิให้ต้องคมศาสตรา
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการปี่ ทั้งดีดสีแสนเสนาะเพราะหนักหนา
ผู้ใดฟังวังเวงในวิญญา เคลิ้มนิทราลือกายดั่งวายปราณ
สมัยราชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานการเล่นกระบี่กระบองเป็นพิเศษ ถึงกับโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ทรงหัดกระบี่กระบองจนครบวง เมื่อปีขาล พุทธศักราช 2409 ซึ่งเป็นปีที่กำหนดให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็นสามเณร ตามราชประเพณี ครั้นเมื่อทรงผนวชแล้วโปรดฯ ให้ พระเจ้า ลูกยาเธอหลายพระองค์อย่างราชกุมาร ทรงเล่นกระบี่กระบอง เป็นการสมโภชที่หน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 4 คู่ คือ
คู่ที่ 1 กระบอง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ กับ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร
คู่ที่ 2 พลอง กรมหลวงพิชิตปรีชากร กับ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์
คู่ที่ 3 ง้าว กรมหลวงอดิศรอุดมเดช กับ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
คู่ที่ 4 ดาบสองมือ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนราชัย กับ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
การเล่นกระบี่กระบองได้แพร่หลายเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนโดยทั่วไป ดังที่ นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา. (2513 : 7-8) กล่าวว่า กระบี่กระบองจัดให้มีการเล่นในงานสมโภชต่างๆ เช่น งานบวชนาค ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า โกนจุก เป็นต้น
สมัยราชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดปรานการเล่นกระบี่กระบองได้ทรงศึกษาวิชามวย และวิชากระบี่กระบอง ฟันดาบ กับหลวงมลโยธานุโยค และให้มีการแสดงหน้าพระที่นั่ง ในงานสมโภชอยู่เป็นเนืองๆ จึงทำให้กระบี่กระบอง เป็นที่นิยมชมชอบมีอยู่มากมายและหลายคณะด้วยกัน
สมัยราชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดปรานวิชานาฏศิลป์เป็นอันมาก จึงเป็นเหตุให้การเล่นกระบี่กระบองลดน้อยลง มีการจัดถวายทอดพระเนตรเป็นครั้งคราวเท่านั้น เช่นในปี พ.ศ. 2460 และ พ.ศ. 2462 ได้จัดถวายทอดพระเนตรในงานกรีฑาประจำปี โดยมี นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นผู้แสดงถวายทั้งสองครั้งในรัชกาลนี้ กระบี่กระบอง จึงค่อยๆ ลดน้อยลง แต่มวยกลับเป็นที่นิยมมากขึ้น
สมัยราชกาลที่ 7 กระบี่กระบอง ค่อยๆ หมดไปจนเกือบจะหาดูไม่ได้เลย
นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้นำวิชากระบี่กระบองมาเปิดสอนเป็นครั้งแรก ณ โรงเรียนพลศึกษากลาง เมื่อปีพ.ศ. 2478 ให้กับบรรดานักเรียนพลศึกษากลางขึ้น และในปี พ.ศ. 2479 ได้บรรจุวิชากระบี่กระบองไว้ในหลักสูตรของประโยคครูผู้สอนพลศึกษา จนถึงทุกวันนี้
ในปี พ.ศ. 2482 มีการแสดงกระบี่กระบองในงานกีฬาพื้นเมืองของไทย ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร
ในปี พ.ศ. 2518 กระทรวงศึกษาธิการ บรรจุวิชากระบี่กระบองเข้าในหลักสูตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายใหม่ ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4
ในปี พ.ศ. 2521 กระทรวงศึกษาธิการ ย้ายวิชากระบี่กระบองเข้าไว้ในหลักสูตรประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 จนถึงปัจจุบัน
ประเพณีการเล่นกระบี่กระบอง เป็นประเพณีที่แสดงถึงศิลปะประจำชาติไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษตามหลักของพุทธศาสนา เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากภูมิปัญญาอันล้ำเลิศของ บรรพบุรุษ ซึ่งควรมีการอนุรักษ์ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
1. วิธีการเรียนกระบี่กระบองสมัยโบราณ
การเรียนวิชากระบี่กระบอง เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะประจำชาติไทย อย่างน้อยก็เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 2 ฉะนั้นการเรียนวิชานี้จึงมีระเบียบแบบแผนตามประเพณีโบราณ
และสืบต่อกันมาตราบจนทุกวันนี้
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมพลศึกษา (2527 : 17) นบน้อม อ่าวสุคนธ์ และพินิจ วงศ์สินธุ์วิเศษ (ม.ป.ป. : 29) ได้กล่าวถึง วิธีการเรียนกระบี่กระบอง มีระเบียบแบบแผน ดังนี้
1.1 การไหว้ครู
นับว่าเป็นประเพณีอันดีของไทยที่จะละเว้นเสียมิได้ ก็คือการเรียนวิชาใดก็ตามต้องเริ่มด้วยการเคารพครูบาอาจารย์เสียก่อนเสมอ การไหว้ครูครั้งแรกบางที่เรียกว่า “การยกครู” การไหว้ครู หรือการยกครูนี้ส่วนใหญ่แล้วจุดประสงค์และพิธีการไม่แตกต่างกันมากมายนัก มีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้
1.1.1 การเตรียม จัดที่บูชาพระพุทธรูปเป็นประธาน เครื่องกระบี่กระบองอยู่ข้างๆ
1.1.2 ทำพิธีเกี่ยวกับศาสนา มีการสวดมนต์
1.1.3 พิธีเกี่ยวกับการเคารพครูบาอาจารย์ กระบี่กระบองมีพิธี ดังนี้
1.1.3.1 กล่าวอัญเชิญครูกระบี่กระบอง
1.1.3.2 กล่าวคำไหว้ครูหรือคำปฏิญาณตน
1.1.3.3 สงบนิ่งระลึกถึงพระคุณท่าน
1.1.3.4 พิธีรับเป็นสานุศิษย์
1.1.3.5 ประธานให้โอวาท
1.2 การอบรมจิตใจ
การอบรมจิตใจแบ่งตามหลักใหญ่ๆ ได้ 3 ประการ คือ
1.2.1 การอบรมน้ำใจ ได้แก่ การอบรมบ่มนิสัยใจคอไปทีละเล็กละน้อย ให้เกิดความกล้าหาญ ไม่ครั่นคร้ามต่อความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะพึงมีในเวลาฝึกหัด เยี่ยงบรรพบุรุษของเราที่ได้สละเลือดเนื้อเพื่อความเป็นชาติพลี นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญและควรเอาเยี่ยงอย่างได้เป็นมรดก
1.2.2 ความเชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ ครูเป็นกำลังใจสำคัญที่ศิษย์จะต้องยึดถือเป็นสรณะที่พึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามคับขัน ศิษย์จะรู้สึกภาคภูมิใจในบรรดาครูอาจารย์เก่าแก่ที่ประกอบด้วยฝีไม้ลายมือที่เป็นฝีมือเก่าชั้นลายครามด้วยแล้ว การลดตัวว่าเป็นลูกศิษย์มีครูก็ยิ่งทำให้ผู้อื่นครั่นคร้ามมากขึ้น กำลังใจในการมีครูดีเช่นนี้ ย่อมเป็นกำไรในการที่เอาชัยชนะศัตรูได้อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งแล้ว
1.2.3 ความเชื่อมั่นในวิชาความรู้ ในการอบรมขั้นต้นนี้ ต้องการให้ผู้เรียนเกิดความไว้วางใจในวิชาความรู้ที่ตนเล่าเรียนไปแล้วว่า ผู้ที่ไม่รู้วิชากระบี่กระบองมาเลยจะสู้ผู้ที่รู้ไม่ได้เป็นอันขาด การอบรมที่ยากก็คือ การที่จะให้เขาต่อสู้กับผู้ที่รู้จริงๆ ด้วยกัน ซึ่งควรอบรมเชื่อมั่นในวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ที่จะช่วยส่งเสริมในใจให้เกิดความกล้าไม่กลัวใคร แต่มีความนอบน้อมถ่อมตนนำวิชาความรู้ไปใช้ในทางที่ถูก
2. ระเบียบประเพณีที่พึงปฏิบัติในการเล่นกระบี่กระบอง
2.1 ระเบียบประเพณีอันดีงามที่ควรพึงปฏิบัติ
1. ก่อนการนำเครื่องไม้กระบี่กระบองทั้งเครื่องไม้รำและเครื่องไม้ตี เพื่อออกไปใช้ต้องแสดงความคารวะต่ออาวุธด้วยและหลังจากการใช้แล้วก่อนนำเข้าเก็บไว้ที่ ก็ต้องแสดงความคารวะอีกครั้งหนึ่ง
2. การเก็บการวางเครื่องไม้กระบี่กระบองต้องจัดในที่อันควร เช่น วางในที่สูงหรือที่ซึ่งมีสัดส่วนเฉพาะและจัดไว้โดยมีระเบียบเรียบร้อย
3. วางหรือทิ้งขว้างเครื่องไม้กระบี่กระบองไว้บนพื้น หากพบเห็นเครื่องไม้กระบี่กระบอง หรือส่วนประกอบของกระบี่กระบองวางทิ้งหรือตกหล่นอยู่ในที่ซึ่งไม่เหมาะสมจะต้องเก็บไว้ในที่อันควร
4. ในการฝึกหรือการเล่นต้องระมัดระวังหากเครื่องไม้หลุดมือตกลงบนพื้นจะต้องไม่ข้ามหรือใช้เท้าเตะ
5. ในการแสดงหรือการเล่นกระบี่กระบองจะต้องแต่งกายให้เหมาะสมตามที่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับประเพณีว่าด้วยการแต่งกาย
6. ในการแสดงหรือการเล่นกระบี่กระบองจะต้องสวมมงคลให้เรียบร้อยและต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประเพณีว่าด้วยการสวมและการถอดมงคล
7. ก่อนการแสดงทุกครั้ง จะต้องทำพิธีบูชาพระรัตนตรัยและไหว้ครู เพื่อระลึกถึงอาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้โดยการนำเครื่องไม้รำ เครื่องไม้ตี และอาวุธจริงมาจัดตั้งรวมกันไว้อย่างเป็นระเบียบ
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมพลศึกษา (2527 : 6) กล่าวถึงระเบียบประเพณีอันดีงามในการเล่นกระบี่กระบองไว้ว่า ผู้เล่นควรปฏิบัติดังนี้
1. การแต่งกาย เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ในการเล่นกระบี่กระบองซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของไทยสืบต่อไป ควรแต่งกายแบบไทยและมีมงคลสวมที่ศีรษะ เพื่อเป็นสิริมงคลในการเล่นและมีผลต่อกำลังใจด้วยทุกครั้ง
2. เพื่อเป็นการเร้าใจ ปลุกใจให้ตื่นเต้นทั้งผู้เล่นและผู้ดู ในจังหวะและลีลาการเล่น จึงควรมีเครื่องดนตรีประกอบการเล่น เช่น ปี่ชวา ฉิ่ง และกลองแขก
3. เพื่อเป็นการระลึกถึงบูรพาจารย์ ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ก่อนการแสดงทุกครั้งควรจะปฏิบัติ ดังนี้
3.1 นำอาวุธและเครื่องมือทุกชนิดมารวมกันแล้วจุดเทียน ธูป บูชา พระรัตนตรัย ขออำนาจพรอันศักดิ์สิทธิ์ ให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ ระหว่างการเล่น
3.2 แสดงความคารวะต่ออุปกรณ์ ทั้งก่อนการเล่นและหลังการเล่นรวมทั้งต้องเก็บรักษาไว้ในที่อันสมควร
4. ผู้เล่นจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของประเพณีการเล่นกระบี่กระบอง ดังนี้ เริ่มต้นด้วยการถวายบังคม การขึ้นพรหมนั่งหรือพรหมยืน การรำ การถวายบังคมเร็ว การเดินแปลงการลดล่อการต่อสู้ และการแสดงคารวะ (การขอขมา) เพื่อเป็นการให้อภัยซึ่งกันและกัน
5. ผู้เล่นควรรู้จักการใช้อาวุธให้ถูกต้องตามประเภท เช่น กระบี่รำใช้เฉพาะการรำอย่างเดียวมักจะมีรูปร่างสวยงาม ส่วนกระบี่ตีหรือกระบี่จริงใช้ในการต่อสู้กัน มักจะมีความคงทนถาวร เพื่อการตีโดยเฉพาะ
6. ผู้เล่นต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ของตน ไม่แสดงอารมณ์โกรธแค้น อาฆาตเข่นฆ่า
คู่ต่อสู้ จนลืมประเพณีอันดีงามไป
2.2 ขั้นตอนในการเล่นกระบี่กระบองตามระเบียบประเพณี
การเล่นกระบี่กระบองของไทยเป็นศิลปะอย่างแท้จริง เพราะการเล่นตั้งแต่ต้นจนจบเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ปฏิบัติตามขั้นตอน ถึงแม้จะต่างครูอาจารย์หรือต่างถิ่นกันก็ตาม ต่างก็มีระเบียบประเพณีในการเล่นในลักษณะเดียวกัน ประเพณีการเล่นมักปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้
2.2.1 การแสดงจะต้องเริ่มต้นด้วยพิธีไหว้ครูก่อน และปี่กลองก็จะบรรเลงเพลงไหว้ครูตามไปด้วย เมื่อเสร็จพิธีแล้วปี่กลองก็ยุติชั่วคราว แล้วบรรเลงเพลงเพื่อโหมโรงอีกครั้งหนึ่ง
2.2.2 เมื่อจบเพลงโหมโรงแล้ว นักกระบี่กระบองจะสวมมงคลและแสดงความเคารพผู้ชมรอบสนามแล้วถือไม้รำไปนั่งคุกเข่าอยู่คนละข้างสนาม การนั่งและการวางไม้รำเป็นไปตามลักษณะของการขึ้นพรหม
2.2.3 เมื่อปี่กลองเริ่มบรรเลง ผู้เล่นก็จะเริ่มด้วยการถวายบังคม ต่อไปก็เป็นการ ขึ้นพรหมโดยคนหนึ่งจะขึ้นพรหมนั่ง อีกคนจะขึ้นพรหมยืน เมื่อครบทั้งสี่ทิศแล้วจะขึ้นยืนอยู่ในท่าคุมรำ
2.2.4 การร่ายรำ เมื่ออยู่ในท่าคุมรำแล้ว ทั้งคู่ก็จะเริ่มเดินร่ายรำไม้ต่างๆ ไปตามทิศทางของท่ารำ จนสุดสนามและร่ายรำกลับไปยังที่เดิมและอยู่ในท่าคุมรำ
2.2.5 การจ้วงลงนั่ง เมื่ออยู่ในท่าคุมรำแล้ว ทั้งคู่จะจ้วงไม้รำลงนั่งตามลักษณะ ของการขึ้นพรหมจนกระทั่งนั่งคุกเข่าเหมือนดังเดิม ในช่วงนี้ปี่กลองจะหยุดบรรเลง
2.2.6 เปลี่ยนไม้รำเป็นไม้ตี หรือถ้าใช้ไม้ตีเป็นไม้รำก็ไม่ต้องเปลี่ยน
2.2.7 การถวายบังคมเร็ว เมื่อเปลี่ยนไม้เรียบร้อยแล้ว ปี่กลองจะเริ่มบรรเลงเป็นจังหวะเร็วๆ ทั้งคู่จะเริ่มถวายบังคมเร็ว
2.2.8 การเดินแปลง เมื่อเสร็จจากถวายบังคมเร็วแล้ว ทั้งคู่จะเดินแปลงสวนทางไปคนละข้าง ของสนามแล้วกลับหัวสนามเดินแปลงสวนทางกันกลับไปยังที่เดิม
2.2.9 การย่างสามขุม เมื่อเสร็จจากการเดินแปลงแล้ว ทั้งคู่จะเดินย่างสามขุมเข้าหากัน ณ กลางสนามห่างกันพอที่จะตีกันได้
2.2.10 การตี เมื่อย่างสามขุมเข้าหากันเรียบร้อยแล้ว ก็จะเริ่มทำการต่อสู้กัน โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายรับด้วยการลด-ล่อก่อน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรุกหาจังหวะในการเข้าตี ทั้งสองฝ่ายจะผลัดกันรุกและรับจนหมดตอน เมื่อแยกออกจากกันก็เดินแปลงไปคนละข้างของสนามแล้วกลับตัวอย่างสามขุมเข้าหากันอีกเพื่อทำการต่อสู้กันใหม่ โดยผลัดเปลี่ยนกันลด - ล่อเรื่อยไป โดยแต่ละตอนของการต่อสู้เรียกว่า “กรม” ปกติแต่ละคู่จะต้องเล่นกัน 3 กรม
2.2.11 การจบการแสดง เมื่อทั้งคู่ได้ต่อสู้กันครบ 3 กรมแล้ว ก็จบการแสดงด้วย
2.11.1 แบบขอขมากัน เมื่อต่อสู้กันครบแล้วต่างจะแยกกันไปคนละข้าง
สนาม แล้วกลับตัวมาเดินเข้าหากัน แล้วขอขมาซึ่งกันและกัน
2.11.2 จบแบบแพ้ชนะกัน เมื่อได้ต่อสู้กันใกล้จะจบ ฝ่ายหนึ่งจะทำเป็น เพลี่ยงพล้ำอีกฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบด้วยการฟัน แทงคู่ต่อสู้ทำทีเป็นถึงแก่ความตาย
2.3 ระเบียบเกี่ยวกับพิธียกครู กระบี่กระบอง
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมพลศึกษา (2527 : 21 - 22) ได้กล่าวถึง ระเบียบเกี่ยวกับพิธียกครู กระบี่กระบอง ประกอบด้วยขั้นตอน ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียม
1. จัดที่บูชา มีพระพุทธรูปเป็นประธาน
2. มีดอกไม้สีขาว ธูป เทียน สำหรับบูชาพระรัตนตรัย
3. มีเครื่องไม้รำ เครื่องไม้ตีและเครื่องอุปกรณ์กระบี่กระบองทุกอย่าง
เท่าที่มีวางไว้สองข้างที่บูชาพระประธาน
4. เทียนขี้ผึ้งหนัก 1 บาท 1 เล่ม สำหรับทำน้ำมนต์
5. น้ำ 1 ขัน เพื่อทำน้ำมนต์
6. แป้งกระแจะ สำหรับเจิมเครื่องไม้ทั้งหมด
7. พานใส่สตางค์ สำหรับทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลแผ่ไปให้บรรดาครูอาจารย์กระบี่กระบองทุกท่าน
8. ให้ผู้เรียนนำดอกไม้สีขาว 5 ดอก ธูป 5 ดอก เทียนขี้ผึ้ง 1 เล่มและเงิน 1 สลึง
9. ให้ผู้เรียนมานั่งพับเพียบ เรียงกันเป็นระเบียบ เรียงกันยังหน้าที่ บูชา ครูนั่งอยู่ข้างหน้าแล้วเริ่มทำพิธีอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 2 พิธีไหว้พระ
1. กราบพระ 3 หน
2. จุดธูปเทียน แล้วระลึกถึงพระรัตนตรัย เมื่อเสร็จแล้วรวบรวม ธูปเทียน ปักไว้ ณ ที่แห่งเดียวกัน
3. กราบพระ 3 หน
4. นั่งคุกเข่าลงพร้อมกับประนมมือ
5. ครูนำสวดมนต์ ผู้เรียนว่าตาม
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ (กราบ)
6. นั่งพับเพียบ
7. สวด นะโม 3 จบ
8. สวด พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
ครูนำสวด อิติปิโสภะคะวา รับและสวดพร้อมกันต่อไป อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ฯลฯ จนจบ
ครูนำสวด สวากขาโต รับและสวดพร้อมกันต่อไป ภะคะวะตาธัมโม ฯลฯ จนจบ
ครูนำสวด สุปะฏิปันโน รับและสวดพร้อมกันต่อไป ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ ฯลฯ จนจบ
9. กราบพระ 3 หน
ขั้นที่ 3 พิธีไหว้ครู
ครูนำกล่าวคำอัญเชิญครู ดังนี้
อุกาสะข้าพเจ้าขออาราธนาครูกระบี่กระบองทั้งหลาย มีครูพ่วง ครูมงคล ครูจู ครูขุนนคร ครูหลำ ครูจันทร์ และครูนาค เป็นต้น ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ก็ดี หรือที่ล่วงลับไปแล้วก็ดีข้าพเจ้าขอประณตน้อมยอมเป็นสานุศิษย์ พร้อมด้วย กาย วาจา ใจ และความเคารพนับถือยิ่ง อนึ่ง ข้าพเจ้าขอให้สัจปฏิญาณด้วยความจริงใจว่า ข้าพเจ้าจะมีความเคารพ และมีความจงรักภักดีต่อครูอาจารย์ทุกท่านสิ่งใดที่ได้ศึกษามาแล้วจะพยายามรักษาระเบียบแบบแผนอันเป็นประเพณีไว้อย่างเคร่งครัดทุกประการ ทั้งนี้เพื่อเทิดคุณงามความดีของครูที่ได้อุตส่าห์พยายามสั่งสอนศิษย์ ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ ขอสนองด้วยความกตัญญูกตเวทีทุกเมื่อ ฉะนั้นขอคุณครูทั้งหลายจงได้โปรดกรุณาประสิทธิ์ประสาทผลให้ข้าพเจ้าลุล่วง สมมโนรถทุกประการ และขอจงช่วยปกป้องคุ้มครองรักษาปวงข้าพเจ้าทั้งหลายให้ปราศจากภยันตรายทั่งปวง ประสบแต่ความสุขความเจริญ ชั่วกัลปาวสานเทอญ
ขั้นที่ 4 พิธีการรับเป็นศิษย์
1. ทุกคนนิ่ง สำรวมจิตระลึกถึงครูบาอาจารย์ 1 นาที
2. กราบ 3 หน
3. ผุ้เรียนนั่งนิ่ง
4. ครูทำน้ำมนต์ โดยนำเทียนเล่มใหญ่มาหยด แล้วสวด พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ 1 จบ หรืออาจสวดบทอื่นร่วมด้วยก็ได้
5. ครูกินน้ำมนต์ และพรมลงบนหัวครูเอง
6. ครูใช้นิ้วหัวแม่มือจุ่มแป้งกระแจะ แล้วเจิมเครื่องไม้รำ และเครื่อง ไม้ตีทั้งหมด
7. ครูเจิมที่กลางกระหม่อมผู้เรียนโดยเสกคาถา “นะโมพุทธายะ”
8. ผู้เรียนแกะเทียนที่เหลือด้านที่ไม่ได้จุด จากการทำน้ำมนต์ติดที่ผมตนเองเรียกว่า “ติดสีผึ้ง” หรือให้ตัวแทนเป็นคนติดให้ก็ได้
9. ผู้เรียนเอาถ้วยเล็กๆ ตักน้ำมนต์กิน โดยให้เหลือติดก้นถ้วยเล็กน้อย พรมบนหัวด้วยความเคารพ
10. ประธานให้โอวาท เป็นเสร็จพิธี
การแสดงกระบี่กระบอง เป็นการแสดงออกถึงศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยอาวุธต่าง ๆ โดยการนำทักษะทั้งหมดที่ได้ฝึกหัดจนชำนาญแล้วมาดัดแปลง เป็นลักษณะการแสดงการต่อสู้ป้องกันตัว ตามระเบียบแบบแผนที่ได้กำหนดไว้ จึงกล่าวได้ว่า การแสดงกระบี่กระบองเป็นการนำศิลปะการต่อสู้ที่ได้ฝึกมาแล้วนำมาแสดงตามขั้นตอน ตามระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้ ได้แก่ ท่าทาง การร่ายรำ ทักษะการรุก การรับ การตี การหลบหลีก และการตอบโต้ เพื่อนำมาใช้ในการแสดงกระบี่กระบอง ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยการนำทักษะต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว นำมาประยุกต์ใช้ในการแสดงได้อย่างเหมาะสม
การแสดงกระบี่กระบองนั้น จะต้องใช้ทักษะในการแสดงอย่างหลากหลาย ผู้แสดงจำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความชำนาญ ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนที่ยาวนาน เพื่อที่ทำให้การแสดงสมจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ป้องกันตัวในโอกาสต่อไป
ประเพณีการแสดงกระบี่กระบอง และขั้นตอนการแสดงกระบี่กระบองที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ การไหว้ครู การสวมมงคล และการแสดงตามขั้นตอน ตามระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้ เช่น การถวายบังคม การรำขึ้นพรหม การรำไม้รำ เป็นต้น
3. การทำพิธีไหว้ครูและการสวมมงคล
ก่อนการแสดงกระบี่กระบองทุกครั้ง ไม่ว่าจะแสดงที่ใดก็ตาม จะต้องทำพิธีไหว้ครู ก่อนเสมอ เพราะคนไทยนับถือครูเป็นสำคัญ นอกจากเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้แสดงแล้ว ยังเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยที่บ่งบอกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อครูอาจารย์ อีกด้วย การทำพิธีไหว้ครูมีขั้นตอน ดังนี้
3.1 การบอกกล่าวพระภูมิเจ้าที่
3.1.1 จุดธูป 9 ดอก กลางแจ้งเพื่อบอกพระภูมิเจ้าที่ ที่เราจะเข้าไปเล่นกระบี่กระบอง
3.1.2 ระลึกถึง คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ เทพเจ้าทุก ชั้นฟ้าและพระภูมิเจ้าที่ ที่เราจะเข้าไปเล่นกระบี่กระบอง
3.1.3 ว่า นโม 3 จบ แล้วต่อด้วย “ อิติสุคโต อรหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา ขมามิหัง ภูมะเทวาขมามิหัง ” จากนั้นว่า เราจะนำกระบี่กระบองมือมาเล่น เนื่องในโอกาส....ขอให้การเล่นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัยจากภยันอันตรายทั้งปวง หากพวกข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่านทั้งหลาย ด้วยกาย วาจา ใจ เจตนาหรือไม่เจตนาขอโปรดอดโทษล่วงเกินอันนั้น ด้วยเถิด
3.2 รวมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นกระบี่กระบอง (กระบี่ ดาบ พลอง ง้าว และอุปกรณ์ต่าง ๆ) มาวางรวมกัน โดยจัดวางไว้บนโต๊ะที่มีผ้าขาวปูให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
3.3 ประกอบพิธีไหว้ครู
หลังจากบอกกล่าวพระภูมิเจ้าที่ และรวบรวมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นกระบี่กระบองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่พิธีไหว้ครู มีขั้นตอนดังนี้
3.3.1 ครูเริ่มทำพิธีโดยนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องกระบี่กระบอง ผู้แสดงกระบี่กระบอง นั่งล้อมเป็นรูปครึ่งวงกลม
3.3.2 จุดเทียนธูปไหว้ครูกระบี่กระบอง ครูผู้ควบคุมใช้ธูป 5 ดอก ผู้แสดงกระบี่กระบองใช้ธูปคนละ 1 ดอก
3.3.3 ระลึกถึงคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ คุณบิดา มารดาคุณครูบาอาจารย์ คุณกระบี่กระบอง พระสยามเทวาธิราช พระมหากษัตราธิราชทุกพระองค์ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้า พระภูมิเจ้าที่ขอท่านทั้งหลายจงปกป้องคุ้มครองรักษา
3.3.4 ตั้งนะโม 3 จบต่อด้วย อิติปิโส
3.3.5 อธิษฐาน การนำกระบี่กระบองมาแสดง เพื่อเป็นการดำรงรักษาไว้ซึ่งศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยอาวุธโบราณ เป็นการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์และเทิดเกียรติวีรบุรุษ วีรสตรีไทยทุกท่าน ขอให้การแสดงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากภยันตรายทั้งปวงเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมโดยทั่วไป หากปวงข้าพเจ้าได้ล่วงเกินคุณครูอาจารย์ด้วยกายวาจา ใจ เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ขอโปรดยกโทษล่วงเกินอันนั้น ขอให้ท่าน ปกปักรักษาคุ้มครองให้การแสดงกระบี่กระบอง เป็นไปด้วยความปลอดภัยเป็นที่ชื่นชมแก่บุคคลทั่วไป แล้วครูนำธูปทั้งหมดมาปักไว้ในที่เดียวกัน
3.3.6 ครูนำกระบี่หรือดาบที่เป็นโลหะมาลูบคม เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ผู้แสดง
4. ขั้นตอนการแสดงกระบี่กระบอง
การแสดงกระบี่กระบอง จะเริ่มขึ้นหลังจากทำพิธีไหว้ครูและสวมมงคลแล้ว การแสดงจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน และระเบียบการเล่นดังนี้
4.1 การถวายบังคมช้า
ผู้แสดงถืออาวุธเดินออกไปกลางสนาม ทำความเคารพผู้ชมรอบ ๆ แล้วหันมาเคารพซึ่งกันและกัน แล้วแยกไปยังจุดที่ขึ้นพรหม โดยพรหมนั่งจะหันหน้าเข้าหาประธาน พรหมยืนจะหันหน้าเข้าหาพรหมนั่ง เริ่มถวายบังคม
4.2 การขึ้นพรหมนั่ง หรือ พรหมยืน
เมื่อผู้แสดงกระบี่กระบอง ถวายบังคมช้าเรียบร้อยแล้ว ต่อด้วยการขึ้นพรหมนั่ง จะหันทางด้านขวามือให้คนขึ้นพรหมยืน คนที่ขึ้นพรหมยืนจะหันหน้าหาคนที่ขึ้นพรหมนั่ง (ปฏิบัติตามขั้นตอนการขึ้นพรหมนั่ง และการขึ้นพรหมยืน)
4.3 การรำไม้รำ
เมื่อขึ้นพรหมเสร็จแล้ว ผู้แสดงก็จะรำไม้รำ กระบี่หรือดาบสองมือ ไม่ควร ต่ำกว่า 3 ไม้รำ นอกจากไม้รำที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังสามารถนำไม้รำมาดัดแปลงเพื่อให้เกิดความสวยงามมากยิ่งขึ้น ได้แก่ไม้แปลง ซึ่งไม่ได้จำกัด
4.4 การจ้วงลงพรหม หรือการสอดสร้อยลงพรหม
เมื่อรำไม้รำเสร็จแล้วก็จะเป็นขั้นตอน จ้วงพรหมของกระบี่หรือการสอดสร้อย ลงพรหม ขั้นตอนนี้จะเปลี่ยนอาวุธจากเครื่องไม้รำ เป็นเครื่องไม้ตีหรืออาวุธจริง (ปฏิบัติตามขั้นตอนการจ้วงลงพรหม หรือการสอดสร้อยลงพรหม ตามชนิดของอาวุธที่แสดง)
4.5 การถวายบังคมเร็ว
ขั้นตอนนี้ปี่กลอง จะบรรเลงเป็นจังหวะ ผู้แสดงก็จะเริ่มถวายบังคมเร็ว โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการถวายบังคมช้าแต่ทำเร็วกว่า
4.6 การเดินแปลง
ผู้แสดงจะเดินตรงเข้าหากัน เมื่อเจอกันตรงกลางก็จะวนออกทางด้านซ้ายของตัวเอง เดินไปแทนที่คู่ต่อสู้ (ปฏิบัติตามรูปแบบของการเดินแปลง)
4.7 การย่างสามขุม
เมื่อเดินแปลงเสร็จแล้ว ผู้แสดงจะเดินเข้าหากัน เพื่อจะต่อสู้กันซึ่งเรียกว่า การย่างสามขุม (ปฏิบัติตามรูปแบบของการย่างสามขุม)
4.8 การต่อสู้
การต่อสู้ของผู้แสดงกระบี่กระบอง เป็นขั้นตอนที่สนุกสนานตื่นเต้น ผู้แสดงจะนำแม่ไม้ต่าง ๆ มาประยุกต์อย่างเหมาะสมในการต่อสู้ซึ่งทั้งคู่จะต้องมีการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี ถ้าฝึกซ้อมไม่ดีจะทำให้เกิดการพลาดพลั้ง เป็นอันตรายต่อผู้แสดงทั้งสองฝ่ายได้ ดังนั้น การต่อสู้ในการแสดงกระบี่กระบอง คือการนำทักษะแม่ไม้ตี แม่ไม้ลด-ล่อ ลูกไม้ต่าง ๆ ทักษะการรุก การรับ การหลบหลีก การตอบโต้ นำมาผูกหรือจัดลำดับการแสดงได้อย่างกลมกลืน ซึ่งภาษานักกระบี่กระบอง เรียกว่า “กลมการแสดง” ซึ่งผู้แสดงจะต้องฝึกซ้อมและนัดหมายกันเป็นอย่างดีในการแสดงจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้แสดงด้วยการต่อกลมยากหรือง่าย ต้องแล้วแต่เพศ วัย และสภาพร่างกาย ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูผู้สอน นอกจากนี้ จะต้องให้มีความเป็นไปได้ สมจริงสมจัง ดุเดือด ตลอดจนสีหน้า ท่าทาง
4.9 การจบการแสดง
ในการแสดงจะจบลงด้วย 2 ลักษณะ สุดแท้แต่ครูผู้สอนจะเห็นสมควร ดังนี้
4.9.1 แบบขอขมากัน คือ เมื่อต่อสู้กันครบแล้ว ทั้งคู่ต่างจะแยกกันไปคนละข้างของสนาม แล้วกลับตัวเดินเข้าหากัน เพื่อขอขมาซึ่งกันและกัน
4.9.2 แบบแพ้ชนะกัน คือ เมื่อได้ต่อสู้กันใกล้จะจบการแสดง ฝ่ายหนึ่งจะทำเป็นเพลี่ยงพล้ำ อีกฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบด้วยการฟัน แทง หรือถ้าเป็นแบบแสดงโดยทั่วไป ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจะทำทีเป็นล้มลง ถึงแก่ความตายหลังจากการถูกฟันหรือแทงเมื่อจบการแสดงแล้วก็ลุกขึ้น แสดงความเคารพผู้ชมรอบสนามอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ ปี่กลองจะหยุดการบรรเลง
4.10 พิธีหลังการแสดงกระบี่กระบอง
หลังการแสดงกระบี่กระบองตามขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีพิธีหลังการแสดงตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
4.10.1 การถอดมงคล
หลังการแสดงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้แสดงก็จะมาไหว้ครูผู้ควบคุมเพื่อถอดมงคล ครูผู้ถอดมงคลก็จะน้อมจิตรำลึกถึงคุณพระพุทธ คุณพระอริยสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครู บาอาจารย์
4.10.2 การลาครู
หลังจากครูถอดมงคลจากผู้แสดงทุกคนแล้ว ก็จะนำอาวุธในการแสดงวางไว้ที่เริ่มพิธี ผู้แสดงนั่งเป็นครึ่งวงกลม ครูกล่าวลาครู ระลึกถึงคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้า กระภูมิเจ้าที่ที่ท่านได้สงเคราะห์ ให้การแสดงมีความราบรื่น ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงและกล่าวขอขมาโทษที่ล่วงเกินท่านทั้งหลาย ด้วยกาย วาจา ใจ เจตนาหรือไม่ก็ตาม ขอท่านได้โปรดอดโทษอันนั้น แล้วตั้งนะโม 3 จบ และกล่าวลา “เสสังมังคลา ยาจามิ” จากนั้นจึงเก็บอุปกรณ์การแสดงทั้งหมดให้เรียบร้อย
บทสรุป
ในอดีตที่ผ่านมา กระบี่กระบองใช้เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของคนไทยในการทำศึกสงคราม ป้องกันประเทศมาแต่สมัยโบราณ ปัจจุบัน กระบี่กระบองกลายมาเป็นศิลปะประจำชาติไทยที่แสดงถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีที่บ่งบอกถึงความเป็นไทย เช่น การแต่งกาย การไหว้ครู หรือ การยกครู ระเบียบการเล่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาไทยที่มีการปลูกฝัง ค่านิยม ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม ให้เกิดขึ้นกับผู้เล่นเป็นอย่างดีการเล่นกระบี่กระบองของไทยนับเป็นศิลปะอย่างแท้จริง ผู้เล่นได้เล่นตั้งแต่ต้นจนจบเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติ แม้จะต่างครูอาจารย์ หรือต่างถิ่นกันก็ตาม ก็ปฏิบัติตามขั้นตอนลักษณะเดียวกัน นับว่าเป็นประเพณีนิยมที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง โดยเริ่มตั้งแต่การทำพิธีไหว้ครู ประกอบด้วยการบอกกล่าวพระภูมิเจ้าที่ การเคารพสักการะอุปกรณ์ในการเล่นกระบี่กระบอง การไหว้ครูเพื่อระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครู-อาจารย์ คุณครูกระบี่กระบอง พระสยามเทวาธิราช พระมหากษัตราธิราชทุกพระองค์ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้า พระภูมิเจ้าที่ ขอจงปกป้องคุ้มครองรักษา หลังจากนั้นผู้เล่นจะแสดงกระบี่กระบองตามขั้นตอน ได้แก่ การถวายบังคมเร็ว การขึ้นพรหม การรำไม้รำ การสอดสร้อยลงพรหม การเดินแปลง ย่างสามขุม การถวายบังคมเร็ว การขึ้นพรหม การต่อสู้ จนจบการแสดง และเข้าสู่ขั้นตอนหลังการแสดงกระบี่กระบอง โดยการถอดมงคล และการลาครู เป็นการเสร็จสิ้นการแสดง